Music and Lyrics

posted on 17 Aug 2008 01:29 by abraksociety

วิจารณ์โดย : ผมอยู่ข้างหลังคุณ



... ปีนี้มีผมได้ดูหนังดีๆมาแล้วหลายเรื่อง แต่เพิ่งจะมีเรื่องนี้ที่ผมดูแล้วรู้สึกว่ามี ความสุข อย่างที่สุด หนังที่ทำให้ผมดูไปยิ้มไปตั้งแต่ต้นจนจบ หนังที่ผมขำกับมุกได้แทบจะทุกห้านาที และ หนังที่ออกจากโรงแล้วยังฮัมเพลงประกอบจนต้องรีบไปหาซื้อ ost. มาเก็บไว้ในครอบครอง พร้อมร่ำๆจะหาโอกาสไปดูรอบสองให้ได้

หนังโรแมนติคคอมิดี้หลายเรื่อง มีความพยายามทำตัวเองให้น่ารัก ด้วยการดึงพระเอกนางเอกเจ้าเสน่ห์มาประชันกัน คิดฉากเด็ดๆตั้งใจให้จี๊ดคนดูล่วงหน้าจนบางทีเหมือนกับว่า คิดฉากได้ก่อนคิดพล็อตเสียด้วยซ้ำ กระบวนการต่อไปก็สรรหาเพลงเพราะๆที่มั่นใจว่าติดหู

สูตรสำเร็จรูปแบบนี้เป็น ความพยายามของหนังหลายเรื่องที่ผลลัพธ์สุดท้ายกลายเป็นความสูญเปล่า เมื่อ ผลรวมออกมาเกิดปัญหาเช่น นักแสดงนำเคมีไม่เข้ากัน , บทกระท่อนกระแท่น, มุกแป้ก หรือ อารมณ์ของหนังทั้งเรื่องชวนหาวหวอด ถึงจะมีของดีเป็นฉากเด็ดที่เตรียมไว้ก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง

ตัวอย่างหนังที่เข้ากับนิยามข้างต้น ไม่ต้องมองไปอื่นไกล Two Weeks Notice งานชิ้นก่อนหน้าของ ผู้กำกับ มาร์ค ลอเรนซ์ เป็นเช่นนั้นแทบทุกประการ แต่บางคนสามารถเรียนรู้ความผิดพลาดและสร้างผลงานที่ดีขึ้นได้เรื่อยๆ และเขาเองก็เป็นคนหนึ่งในนั้น จึงทำให้ Music and Lyrics ออกมาดีกว่าที่ผมคาดหวังไว้เยอะมาก

...หนังเรื่องนี้บอกคนดูไว้ว่า เวลาฟังเพลง เสียงดนตรีหรือท่วงทำนอง จะดึงดูดให้เราสนใจเข้าหา แต่หลังจากฟังไปซักพัก เราจะชอบหรือจะรักหรือไม่ เนื้อเพลง คือตัวตัดสิน เช่นเดียวกับความรัก ที่แรงดึงดูดภายนอกที่มีต่อกัน หรือ แม้กระทั่ง เซ็กส์ ก็เหมือนกับท่วงทำนองดนตรีที่นำพาคนสองคนเข้ามาจับคู่กัน แต่ การจะรักหรืออยู่กับใครยั่งยืนหรือไม่นั้น แค่ ท่วงทำนองคงไม่พอ

เราจำเป็นต้องศึกษาและรู้จัก ตัวตนของอีกฝ่าย ซึ่งก็เหมือนกับ เนื้อเพลง ที่จะบอกว่า เพลงๆนั้นเป็นเช่นไร คนๆนั้นเป็นอย่างไร

...หาก การได้มาพบกัน อเล็กซ์ เฟลทเชอร์ ของ โซฟี ฟิชเชอร์ ความประทับใจในช่วงเวลาหลายวันของการแต่งเพลงร่วมกัน คือ ท่วงทำนองของความรัก( Melody)

การที่ โซฟี ตัดสินใจซื้อซีดีโซโล่อัลบั้มแผ่นค้างสต็อกของ อเล็กซ์ ที่เสียงวิจารณ์ว่ากันว่า ไม่เหมาะแม้จะเปิดคลอขณะทำฟัน มาฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ เริ่มเอาใจใส่ในตัวเขา ในฉากเดียวกัน เราก็จะเห็น อเลกซ์ ซื้อหนังสือเจ้าปัญหามานั่งอ่านและเป็นกำลังใจคอยปกป้องโซฟี ก็คือ ช่วงเวลาที่พวกเขาเริ่มต้นศึกษาเนื้อเพลงความรัก(Lyric)ของกันและกันแล้ว

เพราะ ซีดีของอเล็กซ์ และ หนังสือเรื่องราวชีวิตของโซฟี คือ ตัวแทนอดีตที่คุมพื้นที่ชีวิตในปัจจุบันของทั้งคู่

คนสองคน ต่างจมอยู่กับ อดีต ที่ไม่น่าจดจำ



คนหนึ่งใช้ชีวิตติดอยู่กับอดีตอันสวยหรูที่ผ่านพ้นไปแล้ว

คนหนึ่งให้ชีวิตถูกหลอกหลอนจากความล้มเหลวในความสัมพันธ์



และ อดีตก็มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบันของคนทั้งสองเหลือเกิน


อเล็กซ์ เฟลชเชอร์ อดีตศิลปินวง Pop วงดนตรีบอยแบนด์ในยุคเรืองโรจน์ช่วงปี 80 หลังจากร่วงตกกระป๋อง ต้องมาใช้ชีวิตอาศัยร่มเงาของอดีต ดูได้จาก การเลือกอยู่กับการร้องเพลงเก่าๆ กับ แฟนกลุ่มเดิมๆ ใน สถานที่เดิมๆ มาตลอด สิบปี เขาจมอยู่กับอดีตเพราะคิดว่าตัวเอง ไม่มีโอกาสที่จะสร้างสิ่งที่ดีกว่าได้ เขาอยู่อย่างไร้ความมั่นใจ ไร้แรงบันดาลใจให้กับชีวิต เพราะ ความสูญสิ้นความมั่นใจจากความล้มเหลว เขาจึงต้องใช้ชีวิตอย่าง play safe เช่น ยอมประนีประนอมเพียงเพื่อให้เพลงขายได้ หรือ แต่งเพลงโดยมุ่งหวังยอดขาย

โซฟี ฟิชเชอร์ น้องสาวเจ้าของกิจการลดน้ำหนัก ต้องคอยหวาดผวาจากฝันร้ายที่คอยหลอกหลอนเธอไม่ได้ผุดได้เกิด จาก ความสัมพันธ์ของเธอ และ สโลน ครูวิชาวรรณกรรมที่หลอกให้เธอตกหลุมรักโดยไม่เคยปริปากถึงคู่หมั้นของตัวเอง ก่อนจะเอาชีวิตเธอไปยำเป็นตัวละครร้ายๆในนิยายเรื่องใหม่ เธอต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆซ่อนๆเมื่อพบกับหนังสือที่เอาชีวิตเธอไปเขียน และ มันกำลังจะเป็นหายนะ เมื่อหนังสือเล่มนั้นกำลังจะสร้างเป็นหนังให้คนหลายล้านคนดู

...ทั้งสองคนมาพบกัน จาก พรสวรรค์ที่ซุกซ่อนของโซฟี และ ชีวิตที่ถึงจุดพลิกผันของอเล็กซ์ นำพาให้เขาและเธอได้มีโอกาสแต่งเพลงร่วมกัน เพลงที่จะสร้างโอกาสเกิดใหม่อีกครั้งของอเล็กซ์ เพลงที่ทำให้โซฟีได้กลับมาตระหนักถึงคุณค่าภายในของตัวเอง



...ความงดงามจากความศรัทธาที่มีต่อกันที่เราจะเห็นโซฟี มีต่อ อเล็กซ์ แจ่มชัดในฉากร้องเพลงในสวนสนุกซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจให้เขาขึ้นเวที เช่น เดียวกับการที่อเล็กซ์ เชื่อมั่นในพรสวรรค์ของโซฟี และ คอยต่อสู้ให้เธอในฉากร้านอาหาร ทำให้ ผลลัพธ์สุดท้าย ไม่ใช่แค่บทเพลงที่งดงาม แต่ยังก่อให้เกิด ความผูกพันที่รอนด้า บอกกับน้องสาวไว้ว่า บางครั้งแค่มองตากัน แค่เพียงสัมผัส ก็รู้ได้ว่า ความรัก บังเกิดขึ้นแล้ว



แล้วในที่สุด เพลงของ อเล็กซ์กับโซฟี ก็บรรลุสิ้นสุดลง เพลงที่เขาและเธอใช้เวลาชีวิตร่วมกัน เพลงที่สร้างขึ้นมาจากแรงบันดาลใจ แต่งขึ้นมาจากความรู้สึกของแต่ละฝ่าย และ ความรู้สึกที่มีต่อกัน



แล้วในที่สุด เพลงของ อเล็กซ์ ก็ได้เกิดขึ้น เพลงที่เขามองหามาตลอดสิบปี เพลงที่เขาแต่งด้วยหัวใจมิได้หวังยอดขายหรือการออกอัลบั้ม เพลงที่ร่วมแต่งขึ้นมาภายใต้ความรักความศรัทธาของใครอีกคน ซึ่งไม่เคยสงสัยและสูญสิ้นความเชื่อมั่นในตัวเขา

แล้วในที่สุด ความรักของคนสองคน ก็ชักชวนกันนำพาให้ทั้งเขาและเธอออกมาจากอดีตอันมืดมน

กับสองเพลงที่มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง Way Back Into Love และ Don’t write me off



I've been living with a shadow overhead
I've been sleeping with a cloud above my bed
I've been lonely for so long
Trapped in the past, I just can't seem to move on

I've been hiding all my hopes and dreams away
Just in case I ever need em again someday
I've been setting aside time
To clear a little space in the corners of my mind

สำหรับบางคน เช่น อเล็กซ์ , โซฟี และ อีกหลายๆคน ไม่ได้อยากที่จะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงาของอดีต เพราะมันทำให้เหมือนติดอยู่ในกับดัก ติดอยู่กับอดีตที่ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้เลย แต่ บางครั้งเงาอดีตนั้นมันก็ยิ่งใหญ่จนไม่สามารถที่จะเดินออกมาสู่แสงสว่างของปัจจุบัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการแค่ใครสักคนมาบอกว่า “เดินออกมา”


All I want to do is find a way back into love
I can't make it through without a way back into love
And if I open my heart to you
I'm hoping you'll show me what to do
And if you help me to start again
You know that I'll be there for you in the end

สำหรับบางคน เฝ้ารอคอยหาถนนที่จะพากลับไปพบความรักอีกครั้ง เฝ้ารอใครสักคนที่จะร่วมเดินทางบนถนนสายนั้น ได้แต่หวังว่าจะมีเธอคนนั้นมาช่วยเหลือให้ได้เริ่มต้นการเดินทาง และ เธอจะร่วมทางไปด้วยกันจนถึงปลายทางของถนนเส้นนั้น

Since I met you my whole life has changed
It’s not just my furniture you’ve rearranged
I was living in the past but somehow you’ve brought me back
And I haven’t felt like this since before Frankie said relax

สำหรับอเล็กซ์ เมื่อโซฟี ก้าวเข้ามา เธอเปรียบเสมือนแสงส่องสว่างให้กับชีวิตที่มืดมนจากเงาของอดีตที่ครอบคลุม เธอเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งในชีวิต ไม่ใช่ แค่เสื้อผ้าข้าวของภายนอก แต่ เธอยังมาช่วยฉุดให้พ้นจากอดีตขึ้นมาพบกับปัจจุบัน ทำให้ผ่อนคลายและมีความสุขอีกครั้งหลังจากห่างหายความรู้สึกนี้ไปนานเหลือเกิน

For years I’ve been telling myself the same old story
That I’m happy to live of my so-called former glories
But you’ve given me a reason to take another chance
Now I need you despite the fact you’ve killed all my plants


เธอทำให้ได้รู้ว่า อดีตที่เคยคิดว่าดีอยู่แล้ว ปัจจุบันที่จมอยู่กับอดีตที่เคยคิดว่าดีนั้น มันไม่ใช่เลย

And though I know I’ve already blown more chances
That anyone should ever get
All I’m asking you is don’t write me off just yet
Don’t write me off just yet


และในตอนนี้ ฉันก็ได้รู้แล้วว่า เธอเองมีค่ามากแค่ไหน เธอทำให้ชีวิตฉันดีขึ้นอย่างไร และ ฉันเองทำลายโอกาสที่เธอหยิบยื่นให้กี่ครั้งกี่หนแล้ว สิ่งเดียวที่ฉันขอร้องในตอนนี้ คือ อย่าจากฉันไปได้ไหม อย่าลบฉันไปจากชีวิตเธอได้ไหม

...ผมชอบที่หนังทำให้เราสัมผัสช่วงเวลาที่ตัวละครทั้งคู่ใช้ร่วมกันได้อย่างเข้าถึง จนทำให้เรารู้สึกเชื่อไปเลยว่า เพลง ที่ทั้งคู่แต่งขึ้นมาในหนังนั้น มาจาก ความรู้สึกขึ้นจริงๆ ซึ่งในชีวิตจริงทุกวันนี้ บทเพลงที่วางขายกันตามแผงไม่รู้จะมีเพลงที่แต่งจากใจแบบนี้กันซักกี่เพลง

“กระบวนการแต่งเพลง” ที่เกิดควบคู่ไปกับ “กระบวนการของความรัก” ของหนัง มันก็ช่างเข้ากับ การเปรียบเปรย “ความรัก” กับ “ดนตรีและเนื้อเพลง” ที่เกริ่นไว้ตอนต้นเป็นอย่างดี

....หลังจากซึมซับการยักย้ายส่ายสะโพกของ ฮิวจ์ แกรนท์ ในเรื่องนี้จบลง เราก็อาจจะคิดแว่บขึ้นมาว่า มันช่างคุ้นตาเหมือน เขากำลังเต้นต่อเนื่องออกมาจาก ฉากเต้นของตัวเขาเองใน Love actually ฮิวจ์ ก็ยังคงเป็น ฮิวจ์ ที่คงบุคลิกตัวเองไว้ในหนังทุกเรื่อง กับ สีหน้าครุ่นคิด และ ตลกหน้าตาย ลักษณะผู้ชายที่ดูขี้กังวลและเอาแต่ใจตัวเองบวกไม่เคยรู้ตัวว่ามีปัญหา ในเรื่องนี้ ดูจะใกล้เคียงกับตัวเขาจาก About a boy มากที่สุด ซึ่งก็เป็น สองบทของ ฮิวจ์ แกรนท์ ที่ตัวผมเองชอบมากกว่าบทนุ่มอ่อนไหวสะท้านใจสาวแบบใน Notting hill (เหะๆเพราะนิสัยไม่ดีจากหนังทั้งสองเรื่องเหมือนกับตัวเอง แต่ดันไม่ได้รับความหล่อมาด้วย)

ดรู แบรี่มอร์ มาประกบคู่กับ ฮิวจ์ ได้ดีอย่างเหลือเชื่อ บุคลิกท่าทีของเธอที่ถูกสร้างขึ้นมา ความกังวลตอนกดปากกา ความไม่มั่นใจ หรือ ความวิตกจริตทั้งหลายแหล่ ทำให้เธอดูน่ารักเป็นคนธรรมดาๆที่น่าคบหาน่าทำความรู้จัก ตอนเห็นโปสเตอร์ยังคิดภาพไม่ออกว่าทั้งคู่จะจับคู่กันออกมาอีท่าไหน แต่ ปรากฎว่า เคมีของทั้งสองคนเข้ากันได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด

ความมีเสน่ห์ของทั้งสองคน คือ สิ่งที่หนังต้องการขาย และ มันก็ขายได้สมฝีมือ เพราะ ไม่ใช่แค่การปล่อยมุกตลกเท่านั้น ทั้งคู่ยังถ่ายทอดฝีมือการแสดงที่คนดูอาจไม่ทันสังเกตเห็น เช่น แววตาที่เชื่อมั่นศรัทธาของดรูในหลายต่อหลายฉากที่มีให้กับ ฮิวจ์ หรือ ท่าทางมาดมั่นในตัวเองสลับไม่มั่นใจในตัวเอง แต่ก็รู้สึกดีและมีความสุขยามอยู่กับ ดรู ของฮิวจ์ แกรนต์

หนังไม่ได้ให้ความสำคัญแค่นักแสดงนำ แต่ หนังยังนำเสนอขายเสน่ห์ของเหล่านักแสดงสมทบในเรื่องด้วย และ นี่คือจุดดีที่เราจะพบได้ในหนังรักโรแมนติกคอมิดี้ ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น Notting hill หรือ Love actually ฯลฯ ทั้งหลายล้วนให้ความสำคัญกับ นักแสดงสมทบ ที่ไม่ได้โผล่มาแค่เติมเต็มเนื้อเรื่องให้ครบเวลา




เราจึงพบว่า โคร่า นักร้องสาว ผลิตผลของบริทนีย์ สเปียร์ สาวหน้าใสฝักใฝ่ธรรมะจนน่าเป็นห่วงศาสนา หรือ ผู้จัดการส่วนตัวของ อเล็กซ์ ที่ดูอบอุ่นจริงใจซื่อสัตย์เคียงข้างเขาตลอดเวลา หรือ รอนด้า ศรีภรรยาผ.บ.ประจำบ้านผู้คลั่งไคล้ในตัวอเล็กซ์ พวกเขาและเธอล้วนมีคุณค่าน่าจดจำ ทำให้เราลืมไม่ลงเช่นเดียวกับพระเอกนางเอก

...หนังเรียกรอยยิ้มจากคนดูได้ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องด้วยการล้อเลียนยุค 80 จาก มิวสิควิดีโอ ประเภท สะบัดสะโพก ยืนซ้อนกันแล้วโผล่หัวมาร้องเพลงแล้วเก๊กหน้าหล่อ ยิ่งถ้าใครเติบโตมาในยุคนั้นเห็นฮิวจ์ แกรนท์คงต้องอดอมยิ้มไปด้วยไม่ได้ ตลอดทั้งเรื่องก็จะตามหยอกเอินยุค 80 ไม่ว่าจะเป็น วง Wham ที่ถูกนำมาล้อเป็นวง Pop ตัวละครพระเอกที่ช่างคลับคล้ายคลับคลากับ george michael (ปกโซโล่อัลบั้มยังทำท่าเดียวกันอีกต่างหาก) หรือจะเป็น รายการ 'Battle of the '80s Has-Beens' (ที่ตอนเฉลยตลกชะมัดว่าจะให้มาชกมวย)



หลังจากนั้น เราก็จะพบว่า บทหนังยังแพรวพราวด้วยไดอะล็อกน่ารักๆสนุกสนานสำราญใจ เช่น เพลงนี้สำหรับคนร้อง , คนท้องจะรีบขึ้นแท็กซี่ ฯลฯ หรือโรแมนติกขำๆ กับ เสื้อผ้าหน้าผมอย่าง กางเกงรัดเป้าจนเลือดขึ้นไปถึงหัวใจ , การล้อเลียนตัวเองทำหน้า Pop face ก่อนขึ้นเวที หรือ ตลกน่ารักโดยอาศัยบุคลิกของตัวละคร เช่น รดน้ำต้นไม้พลาสติก , โปะน้ำแข็งผิดข้าง ฯลฯ

เรียกได้ว่า เราแทบจะต้องตามเก็บมุกที่หนังปล่อยออกมาแทบทุกห้านาที กับบทหนังรักโรแมนติกที่ถูกเขียนอย่างชาญฉลาดอีกเรื่องหนึ่ง

เพลงประกอบของหนัง เพราะมาก และ ทำให้ผมต้องทึ่งว่า “โอ้ ฮิวจ์แกรนท์ ก็ร้องเพลงเพราะไม่ใช่เล่นแฮะ” ไม่ใช่แค่ ความไพเราะ เพลงของหนังเรื่องนี้ยังถูกสร้างขึ้นมาเป็นเหมือนตัวละครหนึ่งในหนัง เป็น เหมือนกามเทพที่ทำให้ทั้งคู่มาพบกัน และ เป็นผู้นำพาพวกเขากลับมาเดินบนเส้นทางของความรัก เนื้อร้องของทุกๆเพลงไม่ว่าจะเป็น Don’t write me off หรือ Way Back Into Love นอกจากเขียนขึ้นมาได้หวานอย่างมีความหมาย ยังสอดคล้องกับ เรื่องราวในหนังอย่างลงตัว ชนิดที่ว่า ภาพและเพลงจะถูกจับคู่กันในหัวคนดู จนแม้ว่าจะเดินออกมาจากโรง เมื่อใดที่เราได้ยินเพลงจากหนังเรื่องนี้ ภาพในหนังจะผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

เพลงที่ผมชอบที่สุดในหนังคือ เพลงนี้ในหนังมาแบบถูกที่ถูกเวลา เนื้อเพลงเป็นเนื้อเพลงที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างชาญฉลาด เพราะเป็นการสรุปเหตุการณ์สำคัญและความรู้สึกพระเอก

... ด้วยองค์ประกอบทั้งหลายที่หนังมี ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้ หนังเรื่องนี้เป็นหนังโรแมนติกที่สุดของผมประจำปีโดยไม่มีข้อสงสัย และ เป็น หนังที่ "น่ารัก" ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

Comment

Comment:

Tweet