“ความรักบางครั้งเรารู้สึกว่ามันใช่ แต่เราก็ไม่กล้าจะเข้าไปหา
บางครั้งมันวิ่งเข้ามาหาแต่เราก็วิ่งหนี บางครั้งเมื่อเรารู้ตัวมันก็เกือบสายเกินไป”

หากวันแรกเมื่อ 7 ปีก่อน Emily รับการเข้ามาของ Oliver ทั้งคู่ก็อาจมีวันเวลาที่ดีด้วยกันต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน หรือไม่ก็อาจแยกย้ายกันไป ไม่มีชีวิตคู่ร่วมกัน ไม่เจอกันอีกเลย แต่เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าอะไรที่จะรอคอยเราอยู่

ความรักบางครั้งเป็นเรื่องของกระแสลมที่มันพัดผ่านเราไม่ให้รู้ตัว บางครั้งพัดผ่านมาแล้วก็พัดผ่านไป บางครั้งสมองเราไม่แน่ใจว่าใครคนนั้นคือคนที่ใช่หรือเปล่า หลายครั้งที่เราสัมผัสได้แต่เรากลับปล่อยมันผ่านไป เพราะความกลัวความไม่แน่ใจไม่กล้าที่จะเปิดใจต้อนรับมันเข้ามา

บางครั้งหากให้ร่างกายกับหัวใจเป็นตัวช่วยในการหาคำตอบเราอาจพบว่า ใครที่เราอยู่ด้วยแล้วรู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด ใครที่เราคิดถึงเขาเสมอเมื่อเราทุกข์ ใครที่แปรเปลี่ยนความทุกข์ของเราให้กลายเป็นความสุขได้เสมอ ใครที่หัวเราะร้องเพลงพูดจาไปกับเราได้ในจังหวะเดียวกัน ใครบางคนที่ใช้ชีวิตในจังหวะชีวิตเดียวกับเราฯลฯ ใครคนนั้นอาจเป็นคนที่เราคิดว่าไม่ใช่แต่เป็นคนที่ใจเราอยากอยู่ด้วยมาตลอด

......เหมือนที่ Oliver และ Emily เคยพบและใช้ชีวิตร่วมกันครั้งแล้วครั้งเล่า Oliver คิดถึง Emily ทุกครั้งที่มีปัญหา Emily มี Oliverเสมอเมื่อเธอไม่มีใคร แต่ทั้งคู่ไม่เคยมีกันและกัน เมื่อมาเจอกันแล้วก็ต้องแยกจากกันไป เพราะ

Emily คิดว่าเขาไม่ใช่สเปคของเธอ เขาไม่ได้เข้ามาหาเธอก่อนอย่างที่เธอหวัง และ

Oliverคิดว่าตัวเขาเองยังไม่พร้อม เขายังไม่มั่นคง

ความคิดคือสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ต้องจากกันครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนความรู้สึกคือสิ่งที่ดึงทั้งคู่กลับมาพบกัน เราในฐานะคนดูมองย้อนกลับไป เราก็จะเห็นว่าทั้งสองคนมีความสุขเสมอเมื่อมีกันและกัน ทั้งคู่รู้สึกเป็นตัวของตัวเองและโลดแล่นในจังหวะชีวิตเดียวกัน

.....กี่ครั้งที่โอกาสหลุดลอยไปเพราะเราไม่พูดมันออกมา กี่ครั้งที่เราต้องมานั่งพร่ำเพ้อเสียใจถึงสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ ชีวิตจริงเราย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ และเราไม่ได้มีโอกาสที่จะโชคดีในท้ายที่สุดเหมือนกับ Oliverและ Emily เสมอไป คำพูดหนึ่งในหนังที่ผมดูที่โรงสยามรอบ18.30น.เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาแล้วรู้สึกชอบและมันช่วยในการเลือกใช้ชีวิต คือ คำพูดของพี่ชายOliverที่มาบอกว่า ชีวิตหากรอตั้งหลักก่อนจึงจะเริ่มใช้ เราคงไม่ได้ใช้ชีวิตกันพอดี

.....หนังเล่าเรื่องย้อนไป 7 ปีก่อน ที่ต่างคนต่างรักต่างพลัดต่างพรากแยกจากแล้วกลับมาพบกันใหม่ เรื่องราวรักใคร่ไปๆมาๆของทั้ง Oliver และE mily ถ้าจะมองว่าน่ารักมันก็น่ารักดีแต่หนังไม่ได้มีความลึกอะไรในความหมายการกระทำของตัวละครเลยแม้แต่น้อย หนังสัมผัสความรู้สึกและความคิดของตัวละครอย่างบางเบาไม่ยอมให้คนดูได้เข้าใจว่าเพราะอะไรทั้งคู่ถึงทำแบบนั้น

.....ตัวประกอบในหนังโรแมนติกเป็นส่วนประกอบสำคัญเสมอในการประสบความสำเร็จของหนัง(ลองคิดถึงเพื่อนพระเอกใน Notting hill หรือหนังเดี๋ยวรักเดี๋ยวจากเหมือนกันอย่าง Four wedding and a funeral ว่าช่วยเสริมความน่ารักน่าสนใจให้กับหนังได้มากแค่ไหน) กับเรื่องนี้ตัวประกอบที่หนังอุตส่าห์ใส่ลักษณะที่น่าสนใจอย่างพี่ชายที่เป็นใบ้ของพระเอกเข้ามา แต่กลับใช้ประโยชน์จากคาแรกเตอร์นี้น้อยมาก ใส่เข้ามาเพื่อให้มีแต่ไม่ใช้ส่วนนี้ในการสร้างเสน่ห์หรือเรื่องราว ผมประทับใจหลายฉากในหนังตัวอย่างมากแต่เมื่อมันมาอยู่ในหนัง มันกลับให้อารมณ์ความรู้สึกได้น้อยกว่าหนังตัวอย่าง เป็นเพราะหนังไม่ทอดอารมณ์ต่อเนื่องหลังจากตีคนดูด้วยฉากเด็ดนั้นแล้ว เหมือนกับพอปล่อยช็อตสำคัญออกมาไม่ตามอารมณ์ในฉากนั้นต่อไป มันเลยให้ความรู้สึกแกนๆแห้งๆไม่ซาบซึ้งได้เท่าที่ควร

.....สิ่งที่ผมรู้สึกว่าหนังเหือดแห้งอย่างน่าใจหายคือเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก หนังมีอยู่เป็นบางช่วงแต่ไม่ใช่กับภาพรวมของหนังทั้งหมด หนังอาศัยเสน่ห์ของ Ashton Kutcher ที่มาทั้งลีลาซื่อ/เหวอ/เซ่อ/เท่ ฯลฯ เรียกรอยยิ้มจากคนดู(โดยเฉพาะสาวๆ)ได้อย่างเต็มเปี่ยมบวกกับความน่ารักขี้เล่นแก่นเหมือนลูกแมวที่แฝงความดื้อรั้นอย่าง Amanda Peet ทั้งคู่เมื่อมาอยู่ด้วยกันก็มีพลังในระดับหนึ่งที่พอเพียงจะผลักดันเรื่องราวของหนังไปข้างหน้าด้วยความน่ารัก และความเป็นธรรมชาติเมื่อทั้งคู่อยู่ร่วมกันในจอ บวกกับหลายฉากที่ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามเมื่อมาประกอบกับเพลงรุ่นเดียวกับผม(รุ่นเริ่มจะแก่อย่างบองโจวี่ หรือ Chicago) มันก็ทำให้ฉากนั้นดูดีขึ้นมาอย่างทันใด ทำให้หนังเดินเรื่องไปข้างหน้าอย่างน่ารักๆอมยิ้มได้เป็นพักๆได้ข้อคิดบ้างแต่ไม่โดนใจ

Credit : ผมอยู่ข้างหลังคุณ

Comment

Comment:

Tweet